จารึกอักษรที่ฐานพระพุทธรูปทองโบราณ

พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้  มีรอยจารึกสกัดเป็นตัวอักษรไว้ที่ฐาน  ทีข้อความตามที่นายฉ่ำ  ทองคำวรรณ  บรรณารักษ์โท  กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร  ผู้เชียวชาญการอ่านถ้อยคำปัจจุบันพร้อมทั้งให้ความหมายอธิบายคำเดิมให้รู้เข้าใจในปัจจุบันนี้ด้วย  ดังต่อไปนี้

 

คำอ่านจารึกบนฐานพระพุทธรูปทองในพระวิหาร

วัดหงส์รัตนาราม  จังหวัดธนบุรี

   เขียนตามต้นฉบับ                                       เขียนตามความเข้าใจ 

 

๑.  *สาสนาพระเจาใด ๑๙๖๓  ปีโถะ  เดือน ๓ ออก ๑ คำ  เสดจทาพระญาสรียสราช………………๒.   (ประ) สาทอวยทานกดัสวน ๒  อันแหงเจานนทปรญาเป็นฉัน  พระองคนีสวนนิงตนคาตระพัง ปลายจดดองหวาย ๖ ไรสวน(นิง)………๓. (ดบลูกเ.ย) เขาของทง้มูลปาเริอพระเจานิบดสินพงแหงมนั เมิอสินเขาผูไดปำเรือพระเจาไดใ (ห)……… ๑.  *ศาสนาพระเจ้าได้ ๑๙๖๓  ปีเถาะ  เดือน ๓ ออก ๑ ค่ำ  เสด็จท่าน
พระยาศรียศราช………………๒.   (ประ) สารทอวยทาน กัดส่วน ๒ อัน  แห่งเจ้านนทปัญญาเป็นฉัน พระเจ้าองค์นี้  ส่วนหนึ่งต้นคาตระพัง  ปลายจดดองหวาย ๖ ไร่ ส่วน(หนึ่ง)……..๓ (กับลูกเมีย ข้าวของทั้งมวล บำเรอพระเจ้านี้หมดสิ้นพงศ์แห่งมัน เมื่อสิ้นเขา  ผู้ใดบำเรอพระเจ้าได้ (ให้)………

คำอธิบาย

 

         พ.ศ. ๑๙๓๖             ตรงกับปีชวด

               ปีเถาะ                 ตรงกับ พ.ศ. ๑๙๖๖

              เดือน ๓               ของไทยฝ่ายเหนือตรงกับเดือนอ้ายของไทยฝ่ายใต้

              ออก        คือ       ปักษ์ข้างขึ้นหรือขึ้น

              ประสาท  คือ       เลื่อมใส

              อวยทาน  คือ      ให้ทาน

              กัด           คือ       ตัดหรือแบ่ง

              แห่ง         คือ       แก่

             ฉัน            คือ       จังหัน (ภัตตาหาร)

              ดา            คือ       แต่

            ตระพัง       คือ       บ่อน้ำ

            บำเรอ        คือ       รับใช้

ฉ่ำ   ทองคำวรรณ ๒๘  ก.พ.  ๒๕๐๑                                                                                                            

 ในอันดับนี้จะได้ถอดความตามจารึกนี้  เป็นภาษาและความเข้าใจในขณะนี้เท่าที่พิจารณาได้  ดังนี้

พระพุทธศาสนายุคกาลล่วงได้  ๑๙๖๓  ตรงกับปีเถาะ  เดือน  ๓  ขึ้น  ๑  ค่ำ  สมเด็จท้าวพระยาศรียศราช ( ชำรุดอ่านไม่ได้ ) มีพระราชประสาทะศรัทธาทรงบำเพ็ญพระราชทานแบ่งเป็นพระราชกุศล  ๒  สถาน   คือพระราชทานถวายเป็นภัตตาหารแด่ พระนนทปัญญา  เถรเจ้าส่วนหนึ่ง   พระราชทานถวายเป็นพระราชบูชาแด่พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ส่วนหนึ่ง  ในพระราชพัสดุคือที่ดินเริ่มต้นแต่สระน้ำไปจนสุดถึงดงหวายรวมเนื้อที่  ๖ ไร่  ( ชำรุดอ่านไม่ได้ )  ส่วนพระราชโอรสธิดาและพระชายาพร้อมด้วยพระราชทรัพย์สมบัติทั้งมวล ขอถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธรูปทองโบราณนี้สิ้นตราบจนสิ้นพระประยูรวงศ์แห่งพระราชโอรสธิดาและพระชายา เมื่อสิ้นพระประยูรวงศ์นี้แล้ว ท่านผู้ใดเลื่อมใสศรัทธาจะบูชาพระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ได้   ก็เชิญเถิด.

อักษรจารึกนี้เป็นอักษรไทยโบราณ ใช้กันประมาณ พ.ศ. ๑๙๐๐ เป็นต้น  มาจนถึง  พ.ศ.  ๒๐๐๐   เป็นอักษรชนิดเดียวกับสมัยพ่อขุนรามคำแหง  ซึ่งพระองค์เป็นผู้ทรงประดิษฐ์คิดขึ้นใช้เมื่อ  พ.ศ. ๑๘๒๖ และได้จารึกศิลาในสมัยของพระองค์เมื่อ  พ.ศ. ๑๘๓๕  อันมีข้อความอยู่แห่งหนึ่งว่า  “ หาใคร่ใจในใจ  และใส่ลายสือไทยนี้ ” เป็นประเดิมมา  แต่อักษรจารึกฐานพระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้มีอายุหลังอักษรศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ( พ.ศ.๑๘๓๕ ) มาถึง ๑๒๘ ปี

คือ พ.ศ.๑๙๖๓ และอักษรรุ่นจารึกฐานพระพุทธรูปโบราณนี้ได้ถูกปรับปรุงผิดแผกจากรุ่นแรก  มีบ้าง  บนบ้างล่างบ้าง เป็นต้น   เริ่มในสมัยพระมหาธรรมราชาที่  ๑  พระเจ้าลิไทยซึ่งเสด็จครองราชย์เมื่อ  พ.ศ.๑๘๙๗  เป็นรัชกาลที่  ๕   ในพระราชวงศ์พระร่วง  และอักษรรุ่นนี้ได้สืบมาจน    พ.ศ.๒๐๐๐  ฉะนั้นการจารึกอักษรในระยะนี้เป็นอักษรในยุคนี้เป็นส่วนมากในดินแดนทั้งทางเหนือและอยุธยา  แต่ข้อสังเกตการขีดเขียนสระบางตัว เช่น วิสรรชนีย์ใช้เป็นรูปคว่ำก็ดี  วรรณยุคมีเพียง  เอก  โท   และโทนี้ก็ใช้รูปเป็น กากะบาดก็ดี  ยังเดินแบบเดียวกับสมัยพ่อขุนรามอยู่แม้อักษรจารึกแผ่นตะกั่ว ที่ขุดพบที่เจดีย์ปรางค์วัดราชบูรณะเมื่อเร็ว ๆ นี้  ( พ.ศ.๒๕๐๐ ) ซึ่งเจดีย์นี้  สมเด็จพระบรมราชาธิราช  พระนามเดิม  สามพระยา  ได้ทรงให้ก่อสร้างไว้ในวัดราชบูรณะ  เมื่อ พ.ศ.๑๙๖๗ หลังอักษรจารึกพระพุทธรูปทองโบราณนี้  ก็ใช้อักษรแบบเดียวกัน  แต่วิสรรชนีย์ เปลี่ยนรูปเป็นทำนองเลข  ๓  ฝรั่งหวัด ๆ หางล่างยาว ๆ คือคว่ำเหมือนกัน แต่ลากติดกันทั้ง ๒ ตัว  และกากะบาดไม้โทบางแห่งลากติดกันเสียส่วนหนึ่งเท่านั้น  ฉะนั้นอักษรจารึกฐานพระพุทธรูปทองโบราณ  จึงเป็นที่ใช้กันในระหว่าง พ.ศ.๑๙๐๐ ถึง  พ.ศ.๒๐๐๐

พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยซึ่งมีอักษรจารึกฐานนี้  เท่าที่พอเห็นมีอยู่  ๓ องค์ด้วยกัน  ที่วัดหงส์รัตนารามนี้   และเป็นอักษรอยู่ในยุคเดียวกันด้วย

องค์ที่  ๑  อยู่ในพิพิทภันฑแห่งชาติ  พระนคร  พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย หน้าบุษบกพรหมพักตร์    ตอนด้านตะวันตกเฉียงใต้  เมื่อพระพุทธรูปสวยงามแท้อักษรจารึกว่า  “ พระเย็นเจ้าองค์นี้ ทิตไสหง  นางแก้ว  สถายก ” ปัจจุบันนี้ว่า “พระพุทธรูปองค์นี้  ท่านบัณฑิตผู้บริสุทธิ์ซื่อหงและนางแก้วเป็นผู้สร้าง”
องค์ที่  ๒  อยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ พระนคร  คณะเจ้าพระวิเชียรธรรมคุณาธาร  อักษรจารึก  และถอดเป็นความปัจจุบันว่า  “ พระเจ้าแม่ศรีมหาตา ( น่าจะเป็นมหามาตา ) ขอปรารถนาเป็นผู้ชายชั่วหน้า  จุงช้าได้เป็นศิษย์ตนพระศรีอริย์โพธิสัตย์เจ้า  แต่ทานข้าทั้งผองแห่งพระองค์เจ้าอยู่หัวทั้งสองกับแม่พระพิลก  และแม่ศรีให้เป็นข้าจังหันพระเจ้า...........( เลือนอ่านไม่ออก )
องค์ที่ ๓  คือพระพุทธรูปทองโบราณวัดหงส์รัตนาราม  กิ่งอำเภอบางกอกใหญ่  จังหวัดธนบุรี  มีอักษรจารึกดังกล่าวมาแล้ว
ประเด็นแห่งข้อความจารึกของพระพุทธรูปทองโบราณวัดหงส์ฯนี้  มีอยู่  ๒  ประการ  คือ  เสด็จท่านพระยาศรียศราช หรือสมเด็จท้าวพระยาศรียศราชประการหนึ่งและเจ้านนทปัญญาหรือพระเถระเจ้านนทปัญญาประการหนึ่ง  ทั้งสองประการนี้เป็นใคร  มีประวัติเป็นอย่างไร น่าค้นคว้าและหาหลักฐานเพื่อประวัติศาสตร์พงศาวดารต่อไป

ฉะนั้น หลวงพ่อพระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ เห็นจะเสด็จมาโปรดชำระสะสางความจริงแห่งประวัติศาสตร์พงศาวดารเป็นแน่  สาธุขอให้สำเร็จเถิด

ประเด็นที่ ๑  “เสด็จ”  พจนานุกรมราชบัณฑิตสถานว่า  “พระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป (ราชา) “  เป็นกริยาว่า “ไป ว่าอยู่”  และแผลงเป็นสมเด็จได้  เรื่องคำกริยาที่ว่าไปหรืออยู่ตามความในจารึกไม่ใช่แน่  และจารึกใช้คำเดิมคือเสด็จ  เป็นคำนามแน่ คือ พระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูง  นี้ขั้นหนึ่งที่พอจะหาทางพิสูจน์ได้.

“ท่าน” หรือ “ท้าว”  กันแน่เพราะตามตัวอักษรจารึก  ต้นฉบับเดิมเขียนเป็น “ทา” เท่านั้น  ไม่มีทั้งตัว “น” และ “ว”  แม้วรรณยุกต์เอกหรือโทรูปกากะบาดซึ่งใช้ในยุคนี้ก็ไม่มี  และดูจะเป็นเรื่องธรรมดาอักษรในยุคนี้  ไม่ค่อยใช้วรรณยุกต์  ดังนั้น  จะอ่านว่า  “ท่าน”  หรือ  “ท้าว”  ก็ได้  และท่าน “ท่าน”  พจนานุกรมว่า  “ใช้แทนชื่อบุรุษที่ ๓  ที่อ้างถึงด้วยเคารพ”  ส่วน  “ท้าว”  พจนานุกรมว่า “ผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดิน”  นี้อีกขั้นหนึ่งทำให้เห็นลาง ๆ ขึ้น

“พระยา”  ตามจารึกใช้ “พระญา” คำนี้พิสูจน์ง่าย  เพราะพบอยู่เสมอในคำนำหน้าพระมหากษัตริย์หรือพระเจ้าแผ่นดินเมืองเหนือครั้งสุโขทัยหรือในแดนลานนา เช่นพระยาลิไทย พระยาไสยลือไทย  กษัตริย์สุโขทัย  และพระยาเม็งราย  พระยาลำพูน  กษัตริย์ลานนาเป็นต้น  แม้พจนานุกรมก็ว่า  “เจ้าแผ่นดิน”  แต่พิมพ์เป็น “พญา”  ก็สมเรื่องกัน  นี่เป็นขั้นที่ ๓  เกือบได้ผลในทางพิสูจน์แล้ว

 

“ศรียศราช”  คำนี้ต้องหาความจริงเข้าพิสูจน์หลายทาง

ทางที่ ๑  พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้  เป็นพระสุโขทัย ฉะนั้น  “ศรียศราช”  ต้องอยู่ในสุโขทัย

ทางที่ ๒  อักษรจารึกเป็นอักษรกำเนิดในสุโขทัย  นี่ก็พอเป็นทางยืนยันได้บ้าง  พ.ศ. เล่า  ในจารึกกำหนดไว้ตามที่นายฉ่ำ  ทองคำวรรณ  อ่านว่า  ๑๙๖๓  ได้ความรวบรัดเข้ามามากหน่อย  จึงขอนำเอาพระนามกษัตริย์สุโขทัยมาพิจารณาพิสูจน์เพื่อหาหลักฐานต่อไป

พระองค์ที่ ๑  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  และมีพระนามอื่นอีกว่า  โรจนราชบ้าง  อรุณราชบ้าง
รังคราชบ้าง   สุรังคราชบ้าง   ไสยรังคราชบ้าง   ทรงราชย์ราว   พ.ศ. ๑๘๐๐   และสุดสิ้นรัชกาลไม่ทราบว่า พ.ศ. ใด  เป็นปฐมวงศ์

พระองค์ที่ ๒  พ่อขุนบานเมือง  และมีพระนามว่า  ปาลราช ก็มี  เริ่มรัชกาล พ.ศ. ใดไม่ทราบ  แต่สุดสิ้นรัชกาลเมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๐  เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๑

พระองค์ที่ ๓  พ่อขุนรามคำแหง และมีนามว่า  รามราช ก็มี เริ่มรัชกาล พ.ศ. ๑๘๒๐  สุดสิ้นรัชกาล พ..ศ. ๑๘๖๐  เป็นพระราชอนุชาพระองค์ที่ ๒

พระองค์ที่ ๔  พญาเลอไทย  และมีพระนามว่าพระยาเลลิไทย ก็มี  พระเจ้าหฤทัยชัยเชฐสุริยวงศ์  ก็มี  อุทกโชตถราช ก็มี  เริ่มรัชกาล พ.ศ. ๑๘๖๑  สุดสิ้นรัชกาล  พ.ศ. ๑๘๙๖  เป็นพระราชโอราสพระองค์ที่ ๓

พระองค์ที่ ๕  พญาลิไทย  และมีพระนามว่าพระยาเลไทย ก็มี  พระยาลือไทย ก็มี   พระเจ้าศรี
สุริยพงศรามมหาธรรมราชาธิราช ก็มี  พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ก็มี  พระเจ้าธรรมิกราช ก็มี  พระมหาธรรมราชา ก็มี  อนึ่งคำว่า  “พระมหาธรรมราชา”  เป็นพระเกียรตินามเริ่มในรัชกาลนี้  จึงนับเป็นพระมหาธรรมราชาพระองค์ที่ ๑ เริ่มรัชกาล  พ.ศ. ๑๘๙๗  สุดสิ้นรัชกาล พ.ศ. ๑๙๑๙  เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔

พระองค์ที่ ๖  พญาไสลือไทย  และมีพระนามว่า  พระเจ้าศรีสุริยวงศ์มหาธรรมราชาธิราช ก็มี  พระมหาธรรมราชา ก็มี  เป็นพระมหาธรรมราชาพระองค์ที่ ๒ เริ่มรัชกาล พ.ศ. ๑๙๒๑  สุดสิ้นรัชกาล พ.ศ. ๑๙๖๒  เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๕

พระองค์ที่ ๗  ไม่ปรากฏพระนามว่าประการใด  เป็นแต่ทรงพระเกียรตินามตามพระราชประเพณีว่า  พระมหาธรรมราชาเท่านั้น  นับเป็นพระองค์ที่ ๓ และเริ่มรัชกาล พ.ศ. ๑๙๒๑  สุดสิ้นรัชกาล พ.ศ. ๑๙๖๒  เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๖

พระองค์ที่ ๘  พระยาบานเมือง  และมีพระนามว่าศรีสุริยพงศ์บรมบาลมหาธรรมราชาธิราช ก็มี  พระมหาธรรมราชา ก็มี  นับเป็นพระองค์ที่ ๔  เริ่มรัชกาล พ.ศ. ๑๙๖๒  และสุดสิ้นรัชกาล  พ.ศ. ๑๙๘๑ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๗  แต่ศาสตราจารย์ยอซเซเดส์  กล่าวไว้และพระยาบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำมาบรรจุไว้ในหนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพระร่วงว่า เป็นพระราชอนุชาของพระองค์ที่ ๗

อนึ่ง พระมหาธรรมราชาที่ ๘ นี้  เป็นพระองค์ที่สุดในวงศ์กษัตริย์พระร่วง และมีพระราชอนุชาอีกองค์หนึ่ง  พระนามว่า พระยารามคำแหง  ซึ่งครองเมืองกำแพงเพชรในยุคเดียวกับพระมหาธรรมราชาองค์นี้

ดังนั้น  เมื่อพิจารณาพระนามกษัตริย์พระร่วง  กรุงสุโขทัยแล้ว  พระองค์ที่ ๗  คือพระมหาธรรมราชาองค์ที่ ๓  แต่พระองค์เดียวไม่ทราบพระนามว่าประการใด  คงได้หลักฐานเพียงพระเกียรตินามตามพระราชประเพณี  คือพระมหาธรรมราชาเท่านั้น  จึงเป็นเหตุให้เชื่อว่า  คงมีพระนามว่าพระยาศรียศราช  ดังจารึกที่ฐานพระพุทธรูปทองวัดหงส์ ฯ นี้แน่  หลักฐานอื่น ๆ  ที่จะนำมาประกอบพิจารณาอีกเช่น  ใช้คำว่า  “ศรี”  ขึ้นหน้ามา  เริ่มแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นลำดับมาแทบทุกพระองค์  คงเว้นอยู่ ๒ พระองค์  แต่อาจจะยังค้นไม่พบพระนามที่ใช้  “ศรี”  ขึ้นหน้าก็เป็นได้  แม้พระองค์สุดท้ายคือที่ ๘  ก็ใช้  “ศรี” ขึ้นหน้าเหมือนกัน  นี่ข้อสันนิษฐาน พุทธศักราชในระยะรัชสมัยของพระธรรมราชาที่ ๓  หรือพระมหากษัตริย์พระร่วงองค์ที่ ๗  กับศักราชจารึกฐานพระพุทธรูปนี้ก็ใกล้เคียงกัน  คือเริ่มแต่ พ.ศ. ๑๙๒๑  ถึง ๑๙๖๒  แต่ พ.ศ. ที่ฐานพระพุทธรูปนี้  ตามที่คุณฉ่ำ  ทองคำวรรณ  อ่านว่า ๑๙๖๓ ก็เพียงสันนิษฐาน  เพราะท่านผู้นี้เองได้อธิบายไว้ว่าอาจเป็น  พ.ศ. ๑๙๖๖ มิฉะนั้นไม่ตรงปีเถาะ  ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุว่า เลขท้าย ๒ ตัวของศักราชนี้  มีรอยขูดแก้เลอะเลื่อน  ที่คุณฉ่ำ  ทองคำวรรณ  อ่านว่า  เลข ๓  นั้น  อ่านรอยในแต่เลขนอกที่แก้คล้ายเลข ๑  เพราะเลขยุคนี้เลข ๓ เหมือน ฆ ระฆัง  แต่หางยาวคล้าย ฉ  ฉิ่ง  ส่วนเลข ๑  คล้ายเลข ๓ ปัจจุบัน  ฉะนั้น  ถ้าถือเลขแก้ตัวนอกต้องเป็นเลข ๑  คือ พ.ศ. ๑๙๖๑  แม้เลข ๖  ตัวหน้าอันดับที่ ๒ ขึ้นไป ก็ไม่ชัดนักอาจเป็นเลขอื่นอีกก็ได้  ฉะนั้นอาจเคลื่อนไปอีกรอบหนึ่งนับแต่ พ.ศ. ๑๙๖๖  ปีเถาะ  จะไปตรงกับปีเถาะ พ.ศ. ๑๙๕๓  ก็เป็นได้  แต่ท่านผู้อ่านอาจท้วงว่าแม้ถอยขึ้นไปหนึ่งรอบต้องเป็น  ๑๙๕๔  ข้อนี้ขอตอบว่า  การนับปีเดือนวันทางเหนือโบราณกับทางใต้  เดี๋ยวนี้แตกต่างกัน  ยิ่งเรื่องปีตาม พ.ศ. และตามนามสัตว์  แม้ปัจจุบันยังเหลื่อมล้ำกัน  เมื่อ พ.ศ. ที่ฐานพระเป็นไปได้ คือ ๑๙๕๓  ก็ไม่เป็นปัญหาใด ๆ  ลงเอยในรัชสมัยนี้  แต่เมื่อเป็นไปไม่ได้  ต้องเป็นไปตาม พ.ศ. ที่แก้ไว้ในจารึกนั้น  คือ พ.ศ. ๑๙๖๑  ก็อยู่ในรัชกาลนี้  ขอท่านผู้อ่านมาพิสูจน์ดูจารึกที่องค์พระนั้น  ปัญหาจะมีแทรกเข้ามาอีกว่า  พระยาศรียศราชนั้น  อาจเป็นกษัตริย์หรือเจ้านายทางอยุธยา  ซึ่งขึ้นไปมีอำนาจในดินแดนเหนือก็เป็นไปไม่ได้  เพราะทางอยุธยาก็ยังไม่เรียบร้อยนัก  มีการเปลี่ยนวงศ์กันยุ่ง ๆ อยู่  มามีพระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒  คือสมเด็จพระราเมศวร  ขึ้นไปปกครองเมืองเหนือที่พิษณุโลก  เมื่อ ๑๙๘๑  ก็สุดสิ้นพระราชวงศ์พระร่วงพอดี  ฉะนั้นข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า  สมเด็จท่านพระยาศรียศราชหรือสมเด็จท้าวพระยาศรียศราชนั้น  คือพระมหาธรรมราชาที่ ๓  เป็นกษัตริย์วงศ์พระร่วงพระองค์ที่ ๗ แน่  ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว

ประเด็นที่ ๒  คือ  เจ้านนทปัญญานั้น  คำว่า  “เจ้า”  เป็นคำยกย่องเจ้าของนามนั้น  และอาจเลือนมาเป็นคำว่า  “เจ้ากู”  ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า  “ท่าน”  และอธิบายไว้ว่า  “สำหรับเรียกพระสงฆ์ที่นับถือ”  ส่วน “นนทปัญญา” คำนี้คงหมายเอาพระสงฆ์องค์สำคัญในยุคนั้น  ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์เมืองเหนือ  ตามนัยพงศาวดารเมืองเหนือ  มีพงศาวดารโยนก  ของพระยาประชากิจกรจัก (แช่ม  บุนนาค)  เป็นต้น  ประกอบกับหลักฐานไว้ที่นี้  ดังนี้  พระเจ้ากือนากษัตริย์แห่งเชียงใหม่  เสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๐  สิ้นพระชนม์  เมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๓  อายุรัชกาล ๓๓ ปี  เอาพระทัยใส่ในพระพุทธศาสนา  ถึงกับส่งทูตไปนิมนต์พระเถระในรามัญประเทศ จากสำนักพระมหาเถระอุทุมพร ได้พระเถระศิษย์จากสำนักนี้มีพระอานันทเถระพร้อมด้วยพระอนุจรอีก ๙ รูป  มายังเชียงใหม่  แต่เมื่อมาถึงแล้วไม่ยอมทำกิจการใด ๆ  ในงานสังฆกรรมของพระพุทธศาสนาและให้ข้อแม้ไว้ว่า  หากไปนิมนต์พระสุมนเถระเจ้าที่เมืองสุโขทัยมาร่วมด้วยแล้วก็ทำได้  พระเจ้ากือนาก็ทรงยอมปฏิบัติตาม  ส่งทูตมายังสุโขทัยเข้าเฝ้าทูลขอพระสุมนเถระเจ้าจากพระเจ้าลิไทย  ในปลายรัชกาลนี้ (อีกปีหนึ่งสองปีพระเจ้าลิไทยสวรรคต)  เป็นอันว่าพระเจ้ากือนาได้พระสุมนเถระเจ้าไปตามพอพระทัย  แต่ก่อนที่พระเถระเจ้าสุมนะจะจากสุโขทัยไปนั้น  ได้มอบภารกิจพระพุทธศาสนาให้พระนนทปัญญาเถระผู้เป็นศิษย์  พร้อมด้วยปกครองอาวาสวัดป่าแก้วเมืองสุโขทัยตลอดถึง ๓ รัชกาลคือ พระเจ้าลิไทย  ประมาณ ๒ ปี  พระเจ้าไสยลือไทย  ๒ ปี  และพระเจ้าศรียศราช  ตลอดรัชกาล  ฉะนั้นเจ้านนทปัญญาในจารึกนั้น  คือพระนนทปัญญาเถรเจ้า  ศิษย์ของพระสุมนเถรเจ้าผู้เป็นเหตุให้พระเจ้ากือนาทรงสร้างพระเจดีย์บนยอดดอยสุเทพ  เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๙  ที่เชียงใหม่  และพระนนทปัญญาเถระองค์นี้แหละเป็นประธานคณะสงฆ์รามัญนิกายวัดป่าแก้ว และเป็นพระเถระผู้ใหญ่สำคัญในยุคต่อมาในเมืองสุโขทัยสมัยนั้น แต่ในหนังสือของพระยาประชากิจกรจักเรียกพระอานนท์ไป  ขาดความหมายในภาษาอาจลอกคัดหรือพิมพ์พลาดผิดก็เป็นได้ และไม่ใช่พระอานนท์เถระ เพราะท่านองค์นี้ซึ่งเดินทางมาแต่รามัญประเทศ และเป็นต้นเหตุให้พระสุมนเถระไปเชียงใหม่ ทั้งท่านเองก็ทำกิจพระพุทธศาสนาร่วมกับพระสุมนเถระอยู่ที่เชียงใหม่  อนึ่งในเชียงใหม่ในยุคนี้  คือศิษย์พระสุมนเถระองค์นี้เหมือนกัน  ซึ่งแต่งเรื่องชินกาลปาลิปกรณ์ หรือชินกาลมาลินีก็มีชื่อลง “ปัญญา”  ข้างท้าย  คือ พระเถระรัตนปัญญา ท่านผู้นี้แต่งชินกาลมาลิปกรณ์ว่าเสร็จ  พ.ศ. ๒๐๖๐  ใกล้เคียงกับศักราชองค์พระพุทธรูปทองวัดหงส์ ฯ นี้ เพิ่มเติม>>>