ฐานะและความสำคัญของวัดหงส์รัตนาราม

วัดหงส์รัตนารามนี้  เมื่อครั้งเดิม สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดราษฎร์ในท้องถิ่นนอกกรุงก็ตาม
แต่ฐานะของวัดเป็นวัดเศรษฐีสร้างต้องมีความเป็นหลักฐานพอเหมาะพอสมกับพื้นที่บ้านเมืองในยุคนั้น แต่ความสำคัญก็ต้องเป็นวัดเด่นอยู่ในท้องที่นี้ เพราะเป็นวัดติดอยู่กับตัวเมืองธนบุรีอันเป็นหัวเมืองเมืองหนึ่ง ครั้งนั้นยิ่งเรียกชื่อวัดว่า ”วัดเจ้าขรัวหง”

ด้วยแล้วก็ประกาศความเป็นหลัก ฐานและความเป็นปึกแผ่นให้แก่ตัววัด และปลูกความนิยมได้ไม่น้อยในหมูประชาชน ไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์ในยุคต่อมาเข้าประกอบ   วัดหงส์ฯ  ก็เป็นวัดอัศจรรย์อยู่ไม่น้อยแล้ว  เพราะเหตุผู้สร้างเป็นเศรษฐีน่าจะเหนียวแน่น   และมัวเมาอยู่ในความร่ำรวยเสวยความสุขในสุขารมณ์ชมสมบัติมหาศาลของตนอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ  ยิ่งเป็นจีนด้วยแล้วยิ่งอัศจรรย์ใหญ่เพราะชนจีนนั้นพฤติการณ์จะต้องเก็บหอมรอมริบข้าวของเงินทองส่งถิ่นประเทศของเขาเมื่อหมดลมแล้วลูกหลานก็นำศพกลับสู่บ้านเมืองเดิม แต่นี้แรงอะไรเป็นสื่อชักนำให้เศรษฐีจนผู้นี้ศรัทธา กล้าเสียสละทรัพย์ไม่น้อยลงทุนสร้างวัดนี้ขึ้น  ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์  อัศจรรย์ทีเดียว   จะเฉลยด้วยข้อตอบของสามัญชนแล้วแล้วเปลื้องความสนเท่ห์ไม่ตก จีนขอนำพระพุทธดำรัสในเรื่องมหากุศลจิตมาแก้ว่าเป็นแรงสื่อให้เศรษฐีจีนหงสร้างวัดนี้  ยิ่งประมวลเหตุการณ์ระยะต่อมาเช้าประสมด้วยแล้ว   วัดหงส์ฯ  ก็ยิ่งอัศจรรย์ขึ้นดังต่อไปนี้  ยุคต่อมาเมื่อกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งเมืองไทย  ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งทุกยุคทุกกาล   วัดหงส์ ฯ ก็กลายมาเป็นวัดหลวง  และวัดติดพระราชฐานพระเจ้าแผ่นดินประมุขของชาติ  เพราะเขตพระราชฐานสมัยนั้นตามพระราชพงศาวดารยุคนี้ว่าไว้ดังนี้   สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๑  ขุดคูเมืองฝั่งตะวันตก (ฟากธนบุรี) ตามแนวคลองบ้านขมิ้นจนถึงคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันออก (ฟากพระนคร) ตามแนวคลองหลอดเรียกสมัยนั้นว่า  คลองโรไหม  ตัวลำน้ำเจ้าพระยาผ่านกลางกรุง   ฉะนั้นวัดหงส์ฯ  ตั้งอยู่ติดแนวคลองด้าน  ตะวันตกของพระราชฐานตอนใต้สู่คลองบางกอกใหญ่เมื่อกล่าวถึงตัวเมืองธนบุรีแล้ว คือทิศเหนือติดจังหวัดธนบุรี  ทิศใต้ติดจังหวัดสมุทรปราการและพระประแดง  ทิศตะวันออกติดเมืองมีนบุรี  ทิศตะวันตกติดจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี  ตัววัดหงส์ ฯ ก็ตั้งอยู่กลางใจเมืองหลวงทีเดียว  เพราะกรุงเทพมหานครก็ยังไม่มีในสมัยนั้น  แม้วัดอรุณราชวรารามและวัดโมลีโลกยาราม  ทั้งสองนี้จะเป็นตัววัดอยู่ก็เพียงชื่อ  แต่สภาพแล้วไม่มีพระสงฆ์เนื่องด้วยเขตพระราชฐานครอบคลุมเสียสิ้นเชิง  วัดหงส์ ฯ จึงเป็นวัดเด่นอยู่ในความรุ่งโรจน์เป็นแหล่งใหญ่ของสำนักภิกษุสงฆ์สามเณรเป็นจำนวนนับร้อยขึ้นไป และเป็นศูนย์การศึกษาที่เจริญเข้าขั้นมาหาวิทยาลัยสมัยนั้น  ในยุคกรุงธนบุรีสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว  วัดหงส์ ฯ นี้เป็นวัดในพระราชูปถัมภ์ส่วนพระองค์เป็นประการสำคัญดังในหลักฐานพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า “เมื่อพระพุทธศักราช  ๒๓๑๙  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหญ่จนถึงสร้างพระอุโบสถใหม่  และศาลาการเปรียญพร้อมด้วยกุฏิเสนาสนะทั่วทั้งวัดและทรงยกย่องเป็นวัดหลวงชั้นที่หนึ่ง ”   นัยว่าเป็นวัดอยู่ในพระมหากรุณาธิคุณของพระมาหากษัตริย์ชั้นมหาบุรุษวีรชนผู้กู้แผ่นชาติไทย ก็นัยเป็นอัศจรรย์อยู่  ต่อมาอีก ๑ ปี ข้าราชการคนสำคัญคนหนึ่ง  ชื่อนายแก้ว  ในตำแหน่งพระอาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ศรัทธากราบทูลถวายบังคมลาผนวช  ณ  วัดหงส์ ฯ นี้   ซึ่งท่านผู้นี้เองต่อมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระปริยัติธรรมในพระพุทธศาสนา และเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระรัตนมุนีขึ้น ซึ่งเป็นนามพระราชาคณะที่คิดขึ้นใหม่และประเดิมแต่นั้นมา  มีศักดิ์ตำแหน่งพิเศษเสมอพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง และท่านผู้นี้เองได้ลาสิกชขาทบในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เข้ารับตำแหน่งพระอาลักษณ์ในรัชกาลนี้ได้รับยศฐานันดรเป็นพระยาธรรมปุโรหิตและพระยาธรรมปรีชา และได้แสดงบทบาทของกวีให้ปรากฏในยุคนั้นและต่อมาจนบัดนี้คือ แต่งหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยขึ้นตามพระกระแสพระบรมราชโองการขอร้องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑  ทั้งท่านผู้นี้ยังได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยจากภาษาบาลี  ในเรื่องมหาวงศ์และรัตนพิมพ์วงศ์ขึ้นไว้ ณ บรรณโลกอีก และท่านผู้นี้มีอายุยืนยาวมาจนรัชกาลที่ ๑ ได้มาเป็นหัวหน้าแต่งและกล่าวคำประกาศเทวดาในการเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพระศิลาฤกษ์สถาปนาวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรพระศรีศากยมุนีนี้ด้วย นับว่าพระยาธรรมปรีชาได้ทรงความเป็นบัณฑิตกวีและมหาอำมาตย์ถึง ๒ รัชกาล แม้พระนามเจ้านายและราชทินนามของพระสงฆ์และข้าราชกาลทั้งสองแผ่นดิน คือ กรุงธนบุรีและแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โดยมาเป็นความคิดและแต่งขึ้นถวายจากพระธรรมปรีชาแทบทั้งนั้น ตรงนี้จะของนำเรื่องเกี่ยวกับหนังสือไตรภูมิ ฯ มาแทรกเล่าไว้ในที่นี้ให้อยู่ในประมวลความอัศจรรย์ของวัดหงส์ ฯ  ด้วย  คือดังนี้

๑.  ไตรภูมิพระร่วง  พระเจ้าลิไทยพระราชนัดดาพระเจ้าราคำแหงพระราชนิพนธ์  สมัยสุโขทัยราชธานี ต้นฉบับเดิมไม่ปรากฏเหลืออยู่ คงได้แต่ฉบับสำเนาคัดลอกของพระมหาช่วย วัดกลางปากน้ำ     จังหวัดสมุทรปราการ  ซึ่งคัดเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑  ใช้เป็นหลักฐานอยู่บัดนี้  ในรัชกาลที่ ๑  ฉบับนี้ยังไม่ทรงพบ  คงพบแต่ฉบับที่ความเลอะเทอะผิดพลาดไม่โปรด  จึงเป็นเหตุให้เกิดฉบับแต่งใหม่ขึ้น

๒. ไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถา  พระราชาคณะและราชบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ ๑  จัดทำขึ้นโดยพระกระแสบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ เรียกสำนวนพระราชาคณะราชบัณฑิต  แม้พระยาธรรมปรีชาก็ร่วมด้วยแต่ไม่ทรงโปรดเพราะคารมแต่งไม่เสมอกัน  จึงโปรดเกล้า ฯ ให้แต่งใหม่

๓. ไตรภูมิโลกวินิจฉัย  ฉบับราชบัณฑิตคือพระยาธรรมปรีชา (แก้ว)  แต่งถวายโดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และเป็นฉบับที่ทรงโปรด แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ นี่ก็นับเป็นอัศจรรย์เกี่ยวกับวัดหงส์ ฯ  ด้วยประการหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดของมหากวีไทยผู้หนึ่ง

เมื่อพระพุทธศักราช ๒๓๓๓ สมเด็จพระลูกยาเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์  ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  ได้เสด็จทรงผนวช  ณ  วัดหงส์ ฯ นี้  เมื่อพระชนม์ครบอุปสมบทในสมัยกรุงธนบุรี   โดยเป็นพระราชภาระของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต้องจัดเป็นนาคหลวงและเป็นราชพิธีสำคัญประการหนึ่งอยู่ในเกณฑ์อัศจรรย์มากอยู่  ที่วัดหงส์ ฯ มีเหตุการณ์ดังนั้นปรากฏในยุคนั้น   อันเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงพระคุณยิ่งใหญ่แก่ชาติ และวัดหงส์ฯ นี้แหละยังเป็นสำนักให้กำเนิด และเป็นที่พำนักอาศัยของพระสงฆ์องค์พระมหาเถรในพระพุทธศาสนา และบุคคลสำคัญเป็นหลักของบ้านเมืองไทยทั้งในยุคกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์เป็นเอนก ขอยกท่านที่จัดว่าเป็นเอกและที่เป็นหลักฐานอันคนทั้งหลายทราบกันอยู่  มาพิสูจน์ความอัศจรรย์ของวัดนี้  นี้สัก ๒ – ๓ ราย

รายที่หนึ่ง คือ สมเด็จพระสังฆราชชื่น  ซึ่งเจ้าพระนครองค์นี้สถิตอยู่ ณ วัดหงส์ ฯ นี้ในยุคสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ชาติภูมิของเจ้าพระคุณนี้เป็นชาวเมืองและเคยเป็นประมุขของสงฆ์เมืองแกลง ซึ่งบัดนี้อยู่ในเขตจังหวัดระยองบ้านเดียวกับมหากวีพระสุนทรโวหารภู่  คงเคยร่วมทำประโยชน์สร้างอันควรแก่สมณวิสัยมาบ้างในขณะที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จมาทางนี้ เมื่อริเริ่มงานกู้ชาติไทยสมัยนั้น ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ผ่านไอศูรย์ศิริราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  เจ้าพระคุณจึงได้ถูกอาราธนาดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์อันสูงโดยลำดับและเป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์ฯ นี้ เจ้าพระคุณนี้ได้รับงานปรับปรุงคณะสงฆ์ฝ่ายเหนือที่เมืองศรีพนมมาศ โดยเป็นประธานของคณะจากกรุงธนบุรี เนื่องจากรับอาราธนาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ผลเป็นที่เรียบร้อย เมื่อปลายรัชกาลสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จออกทรงผนวช  เจ้าพระคุณก็ได้เป็นพระราชอุปัชฌายะ  ต่อมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระคุณถูกลดฐานันดรสมณศักดิ์แต่ความเป็นเอกและสำคัญอันมีอยู่ในเจ้าพระคุณท่าน ราชภัยแม้จะร้ายแรงประการใดในขณะนั้นก็เพียงลดยศลดศักดิ์ตามโลกียวิสัยเท่านั้น  ดังข้อความ ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตน
โกสินทร์ตอนหนึ่งว่าดังนี้ “พระสังฆราชชื่น วัดหงส์ฯ ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีตั้งขึ้นใหม่นั้นเป็นพวกอาสัตย์สอพลอว่าตามนายแก้วนายทองอยู่ไป มิได้เป็นต้นเหตุ แต่รู้พระไตรปิฎกมาก  เสียดายอยู่ให้สึกเสียเลยและที่พระวันรัตนั้นว่างอยู่หาตัวมิได้  แล้วโปรดตั้งให้เป็นพระธรรมธีรราชมุนีว่าที่พระวันรัต”  เจ้าพระคุณรูปนี้ต่อมาชะตายังตกตามพื้นบุญกรรมและตามยุคสมัย คือ ถูกลดยศศักดิ์ลงอีกเป็นพระธรรมไตรโลก ส่วนด้านจิตใจของเจ้าพระคุณดูไม่ฟูและยุบลงยังฐานะเป็นปราชญ์ไว้ได้ เจ้าพระคุณจึงได้ประคองตนอยู่ในเพศสมณและสมณศักดิ์นั้นได้เรื่อยมาตลอดอายุขัย และได้แสดงบทบาทเป็นปราชญ์และเชิงเชี่ยวชาญในวิชาด้านพระพุทธศาสนา เจ้าพระคุณจึงเป็นแม่กองสังคายนา ชำระพระไตรปิฎก แผนกพระอภิธรรมส่วนปรมัตถ์ในรัชกาลที่ ๑

รายที่ ๒  เจ้าพระคุณอีกรูปหนึ่ง คือ  พระเทพโมลี ด่อน  วัดนี้  เจ้าพระคุณได้เลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นโดยลำดับในวัดนี้  คือ พระพรหมมุนี  พระพิมลธรรม  และสมเด็จพระวันรัต  แล้วย้ายไปสถิต  ณ  วัดสระเกศ  ต่อมาได้ทรงสมณศักดิ์ประมุขสงฆ์ในรัชกาลที่ ๒ ที่สมเด็จพระสังฆราชและย้ายมาประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ   เจ้าพระคุณพระองค์นี้ได้ทรงพระเกียรติเป็นพระอุปัชฌายะ   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์ในสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์) เมื่อเสด็จทรงผนวชครั้งแรกในพระพุทธศาสนาฝ่ายพระสงฆ์มหานิกายสมณวงศ์

รายที่ ๓  คือ  นาวาอากาศเอกมหาอำมาตย์นายก  เจ้าพระยายมราช  (มหาปั่น  สุขุม)   ท่านผู้นี้เล่าเรียนเป็นเปรียญวัดนี้เพียง ๓ ประโยค  ได้เกียรติคุณถึงเป็นพระอาจารย์พระบาทสมเด็จพระมหาวัดนี้เพียง ๓ ประโยค  ได้ทรงเกียติคุณเป็นพระอาจารย์พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า  รัชกาลที่  ๖ ได้เป็นเสนาบดีกระทวงมหาดไทย และกระทรวงนครบาล และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนองค์พระมหากษัตริย์  พระประมุขของชาติในรัชกาลที่ ๘  ท่านได้เจริญด้วยลาภยศและทรงเกียรติมาในวงราชการถึง ๔ แผ่นดินและสองระบอบการปกครองประเทศ  อนึ่ง ยศมหาอำมาตย์นายกของท่านในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช  ถ้าเทียบบัดนี้ก็เท่าจอมพล  เมื่อพิจารณาตามเรื่องทั้ง ๓ รายนี้แล้ว ก็สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วัดหงส์อยู่ไม่น้อยทีเดี่ยว

อีกหนึ่งคือ  พระธรรมไตรโลก  ไม่ทราบนามเดิมของท่าน แต่คนละรูปกับพระธรรมไตรโลก ชื่น  เพราะท่านได้ทรงสมณศักดิ์ตำแหน่งนี้ในระยะหลังมาเป็นเวลาถึง ๑๘ ปี   และได้ทรงสมณศักดิ์นี้สมัยเดียวกับทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรสุก  พระคุณท่านรูปนี้ได้ทำคุณประโยชน์ ฐานะปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาอันมีหลักฐานค้นพบบัดนี้  คือ ร่วมแปลมงคลทีปนี  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ ในรัชกาลที่ ๒   โดยพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ซึ่งต่อมาคือ  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นผู้อาราธนา  นับว่าสร้างความอัศจรรย์ไว้แก่วัดหงส์ฯ  อีกหลักฐานหนึ่ง คือวัดหงส์ฯ นี้  ในรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ แม้ที่ ๓ ยังอยู่ในความรุ่งเรืองอยู่  ทั้งที่แสดงว่าน่าจะลดตัวลงแล้ว เพราะอยู่คนละฟากกับราชธานีกรุงรัตนโกสินทร์และอับมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ แต่ปรากฏว่าพระราชาคณะในวัดนี้ก็ยังมีอยู่หลายรูป  เช่น ในการผนวชกรมสมเด็จพระราชวังหลัง  สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ   เป็นพระภิกษุ และพระองค์เจ้าวาสุกรี  พระองค์เจ้าฉัตร คือกรมหมื่นสุรินทรักษ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นสามเณร  บัญชีพระมหาเถระในวัดนี้นั่งหัตถบาสมีหลายรูป  คือ  พระธรรมไตรโลก   พระเทพมุนี  และพระรัตมุนี  และในรัชกาลที่ ๒  พระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไปหลายรูป  เช่น  พระธรรมอุดม  (พระธรรมวโรดมปัจจุบันนี้)  พระธรรมเจดีย์ซึ่งเดิมเป็นพระญาณสมโพธิ์  และพระธรรมไตรโลก  ฉะนั้นในยุครัตนโกสินทร์   ๓ แผ่นดินนั้น  พระสงฆ์สามเณรคงยังมีจำนวนนับร้อย   หมู่กุฏิเสนาสนะคงหนาแน่นและมากหลาย พระราชาคณะฐานานุกรมและเปรียญก็คงแน่นขนัด  หลักฐานพิสูจน์ได้ปัจจุบันนั้นอีกทางก็ดูที่กุฏิหลังใหญ่ที่เหลือจากการทรุดและพังไป  ทั้งพื้นที่กว้างขวางบริเวณของวัดเป็นพยานอยู่และอีกเรื่องหนึ่งในรัชกาลที่ ๑  ได้ทรงตั้งพระมหาทองเปรียญเอก วัดนี้เป็นพระนิกรมมุนีไปครองวัดนาค คือ วัดพระยาทำบัดนี้ ตามนัยดังกล่าวนี้แสดงว่าวัดหงส์ ฯ นั้น  รุ่งเรืองเหลือเกินสมัยนั้น  เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริง.

วัดหงส์เหมราชร้าง                  รังถวาย   นามมา

เรียมนิราเรือนสาย                            สวาสดิ์สร้อย

หงส์ทรงสี่พักตรผาย                         พรหมโลก    แลฤๅ

จะสั่งสารนุชคล้อย                           คลาดท้าวไป่ทัน

นี่เป็นโคลงสี่สุภาพบทประพันธ์ของนายนรินทร์ธิเบศร (อิน) แต่งเป็นนิราศขึ้นเมื่อตามเสด็จกรมพระยาราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์   พระมหาราชอนุชาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ  คือ  พระบัณฑูรน้อย  เมื่อคราวศึกพม่าที่เมืองตะกั่วป่า  ตะกั่วทุ่งเมืองภูเก็ต  เมืองถลาง  และชุมพรในรัชกาลนี้ได้ผ่านทางมาหน้าวัดหงส์ ฯ ตามลำคลองบางกอกใหญ่ จึงนำเอาวัดหงส์ ฯ ลงไว้ในบทประพันธ์ของท่านด้วย เรื่องนี้ก็แสดงถึงความสำคัญและความดีงามเจริญของวัดหงส์อันเป็นจุดสนใจประการหนึ่ง วัดหงส์  ฯ  จึงปรากฏในมโนภาพของมหากวีผู้นี้ เพราะถ้าพูดตามความจริงลำคลองบางกอกใหญ่นั้น  ก่อนถึงวัดหงส์  ฯ  ก็มีวัดโมลีโลก (วัดท้ายตลาด)  ซึ่งตั้งอยู่แรกถึงในฟากเดียวกัน  เหตุใดจึงไม่มีในบทกวีผู้นี้เยี่ยงวัดหงส์ฯ    เล่าในที่นี้ขอถอดความโคลงนั้นเป็นร้อยแก้วเพื่อพิจารณากันด้วยดังนี้  “วัดหงส์ ฯ   นี้พญาหงส์ทองได้ทิ้งรังไว้ถวายเป็นนามอาราม   แต่ยามที่พี่พรากบ้านพรากน้องที่รักมานี้   พญาหงส์อันเป็นพาหนะทรงของพระพรหมได้จากไปยังพรหมโลกเสียแล้ว จะสั่งเรื่องกับพญาหงส์ไปถึงนางก็ไม่ทัน” นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อยู่เหมือนกัน