พระพุทธรูปทองโบราณ

พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ เดิมเป็นพระหุ้มปูนมีพระลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์  ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลังพระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรมหักพังใช้การไม่ได้จนคนทั้งหลายเรียกว่า  “วิหารร้าง”  ทั้งนี้เพราะไม่ใช่เพียงแต่ชำรุดทรุดโทรมหักพังเท่านั้น  ยังรกรุงรังด้วยเศษอิฐและไม้กับมีเครือเถาและต้นไม้ขึ้นปกคลุมด้วย  ต่อมาเมื่อพระสุขุมธรรมาจารย์ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้  จึงได้ดำเนินการทำความสะอาดและจัดการให้มีความเรียบร้อย ตัววิหารนี้จึงมีสภาพพอที่จะเห็นได้ภายในและพอที่จะเข้าออกได้  ต่อมาเมื่อวันที่  ๒๖ สิงหาคม  พ.ศ. ๒๔๙๙  การณ์จึงปรากฏขึ้นว่า  พระพุทธรูปในพระวิหารนี้องค์กลางที่ยังเหลืออยู่เป็นองค์พระในรูปที่ชำรุดทรุดโทรมพอกับตัวพระวิหาร เป็นพระโบราณสวยงามมีค่ามากหุ้มปูนอยู่ภายใน  ความจริงตัวพระวิหารหลังนี้ตั้งอยู่ในลักษณะยาวไปทางทิศตะวันตกและตะวันออก  หันหน้าขวางเข้าหาพระอุโบสถ มีประตูเข้าออกได้ด้านเดียวทางพระอุโบสถ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปเรียงเป็นแนวเดียวกัน หลังพระพุทธรูปติดฝาผนังพระวิหารและพันพระพักตร์ออกสู่ประตูพระวิหาร พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้ประดิษฐานอยู่ตรงกลางในแนวเดียวกันกับพระพุทธรูปอื่น ๆ แต่ขณะที่ประชาชนพากันสนใจในพระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้นั้น  พระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ได้หักพังและถูกทำลายไปสิ้นแล้ว คงเหลือแต่องค์นี้ประดิษฐานเด่นอยู่ลำพังองค์เดียว ประจักษ์การที่ทราบได้ว่าพระพุทธรูปนี้มีค่ายิ่งนั้น ก็เพราะบังเอิญคือรอยกะเทาะของปูนหุ้มที่พระอุระหลุดออกเห็นเนื้อในเป็นทองสีสุกงาม และเกิดโจษขานกันนานาประการ เรื่องต่อมาจึงปรากฏเป็นที่ทราบกันทั่วไปบัดนี้ว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญครั้งโบราณกาลและมีเนื้อทองเข้าขั้นมีค่าควรสงวน  ทางวัดมีพระสุขุมธรรมาจารย์เป็นประมุข  จึงดำเนินการเข้าพิทักษ์รักษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองทัพเรือ

ครั้นต่อมา  นางสาวสังวาลย์กับนางสาวเนื่องน้อย  ชูโต  เคหสถานอยู่ ณ ตำบลเจริญพาสน์  กิ่งอำเภอบางกอกใหญ่  จังหวัดธนบุรี  ได้ศรัทธาสร้างศาลาเทคอนกรีต ๓ มุข  มีประตูเหล็กขึ้นถวายเพื่อประดิษฐานเป็นที่ปลอดภัยในบริเวณทิศตะวันตกของพระวิหารและให้ชื่อว่า “ศาลาตรีมุข”  ส่วนการเคลื่อนย้ายนั้นกองทัพเรือมีผู้บัญชาการทหารเรือ คือ พลเรือเอก หลวงชำนาญอรรถยุทธ  เป็นประธาน  ได้รับการขอร้องและได้ถวายการอุปถัมภ์  การเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปทองโบราณนี้จึงได้ถูกกำหนดและได้ประกอบพิธีอัญเชิญมาจากพระวิหารสู่ศาลาตรีมุข  เมื่อวันที่ ๒๗  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๐๑  เวลา ๐๙.๑๙ เป็นปฐมฤกษ์  โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้มาเป็นประธานอำนวยการหลังจากการเคลื่อนย้ายแล้วทางกองทัพเรือได้ส่งช่างไปขัดสีชำระมลทินในส่วนใหญ่ออกแต่ยังคงสภาพรักษาโบราณวัตถุและศิลปกรรมไว้เพื่อประโยชน์การศึกษาในวิชาแขนงนี้ พร้อมกันนี้ทางวัดและกองทัพเรือพร้อมกับท่านผู้ศรัทธาเลื่อมใสทั้งหลาย  ได้กำหนดงานสมโภชขึ้น  เริ่มแต่วันที่  ๒๙  พฤษภาคม  ถึงวันที่  ๒  มิถุนายน  พ.ศ. ๒๕๐๑  รวม ๕ วัน ๕ คืน

 

พระพุทธรูปทองโบราณ  เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย

พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้ประทานข้อสังเกตไว้ว่า  “ทำเป็น ๓ ยุค”

ยุคแรกวงพระพักตร์กลมเดินแบบพระพุทธรูปลังกา  เช่นพระอัฏฐารศในพระวิหารวัดสระเกศ  พระนคร  บัดนี้  ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่  ณ วัดวิหารทอง  พิษณุโลก เพิ่มเติม>>>

ยุคกลางวงพระพักตร์ยาว  พระหนุเสี้ยม  เป็นฝีมือช่างเชี่ยวชาญขึ้น  เช่นพระร่วงที่พระปฐมเจดีย์  และพระสุรภีพุทธพิมพ์ในพระอุโบสถวัดปรินายก  พระนคร  และมีอยู่จำนวนมากกว่ายุดแรก

ยุคหลังวงพระพักตร์รูปไข่   หรือลักษณะผลมะตูม   คล้ายแบบอินเดีย    แต่งามยิ่งนัก  พร้อมทั้งแก้ไขพระพุทธลักษณะเป็นไปตามคัมภีร์พระไตรปิฎก ที่ได้ประชุมสอบสวนได้หลักฐานในยุคนี้  เช่นแก้ปลายพระพักตร์ยาวเสมอกัน ๔ นิ้ว เป็นต้น  ได้แก่  พระพุทธชินราช  วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  พิษณุโลก  และพระพุทธชินสีห์  วัดบวรนิเวศน์  พระนคร  และทำกันต่อมาแพร่หลายทั้งข้างเหนือและใต้  แต่ไม่ได้งามดัง ๒ องค์ที่กล่าวมา  ยุคนี้อยู่ในราวรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไท

พระพุทธรูปทองโบราณองค์นี้  เป็นพระพุทธรูปที่สร้างทำตามแบบสุโขทัยยุคกลาง  ซึ่งเป็นฝีมือประติมากรรมศิลปะขั้นเยี่ยมทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติสูงสุดของไทย  คือพระเกตุมาลาลักษณะเปลวเพลิง  มีอุณาโลมเป็นเกลียวไหวขึ้นสูง  และด้านข้างมีรัศมีแผ่ทั้งสอง  มีรูปเป็นกลีบขึ้นเป็นชั้น ๆ  รูปพระเศียรและวงพระพักตร์เป็นดังรูปไข่  พระโขนงโก่งดังคันศรและงดงามเป็นสัน  พระเนตรดังตาเนื้ออยู่ในอาการสำรวม  พระนลาฏกว้างไม่มีเส้นไรพระศกและมีเม็ดพระศกย้อยลงมาตรงกลางเบื้องบนพระนลาฏ  พระนาสิกเป็นรูปของอโง้งงุ้มดุจจะงอยนกแก้ว พระโอษฐ์เล็กคล้ายแย้มเผยอตรัส พระหนุเสี้ยมดังเมล็ดมะม่วงและมีรอยหยิก  พระกรรณเหมือนกลีบบัวและยาวซ้อน ๆ มีรูเจาะทะลุตอนเบื้องปลาย  พระปรางเต่งดุจผลมะปรางแต่บางองค์ก็ชะลูดลงบ้าง  ภาพวงพระพักตร์เพ่งดูแล้วดูดดื่มซึ้งตรึงใจอย่างน่าอัศจรรย์  พระศอเป็นปล้องคือมีรอยปรากฏอยู่ ๔ เส้นเป็นชั้น ๆ พระอังสากว้างสมส่วนพระองค์  พระอุระนูนผึ่งผายดูคล้ายศีรษะช้าง หัวพระถันโปนเห็นชัดทั้ง ๒ ถัน  พระกายกลมกล่อมนุ่มนวลอ่อนละไมและสะโอดสะอง  พระกฤษฎีคือยั้นพระองค์ (เอว) แคบลงและค่อย ๆ ผายขึ้นไปหาส่วนกว้างที่พระอุระและพระกัจฉะประเทศ พระกรกลมและยาวดุจงวงช้างจนแตะพระเพลาได้โดยไม่ต้องก้ม  และเบนออกไปน้อย ๆ ได้ส่วนกับพระชานุเบื้องขวา  หลังพระหัตถ์เบื้องขวานูนงามพาดพระเพลาลงอย่างอ่อนไม่ทื่อและแข็งพระองคุลีเรียวเป็นลำเทียนยาวสั้นไม่เสมอกันอย่างสามัญมนุษย์  มีพระนขาปรากฏชัดและช้อนงอนขึ้นพองาม  บางองค์ยกพระอนามิกา (นิ้วนาง)  และพระกนิษฐา (นิ้วก้อย)  ขึ้นเล็กน้อย (เล่นนิ้ว)  ตรงพระนาภีมีรอยบุ๋มพอเป็นที่สังเกต พระเพลาเรียวดูกลมกลืนไปโดยลำดับถึงพระชงฆ์และข้อพระบาท  นั่งขัดสมาธิรายได้สละสลวยหากลากเส้นนอนใต้พระเพลาจะได้เส้นโค้งน้อยขึ้นช้อนรับเส้นตั้งรอบพระองค์ที่ลากลงมาแต่พระเกตุมาลาจะเป็นเส้นที่เคลื่อนลงมาอย่างสลวยอ่อนไหวไม่กระด้างขัดนัยน์ตา  พระบาทแบราบ  ซ้อนเท้าขวาทับเท้าซ้ายและเห็นฝ่าพระบาทอูม  เรียบร้อยดังเท้าผู้มีบุญญาธิการฉะนั้น  นิ้วพระบาทก็แสดงศิลปให้ปรากฏชัดเจนเป็นลักษณะนิ้วทุกประการไม่เป็นพืดแผ่น พระอาการประทับนั่งก็ผึ่งผายมีส่วนหน้าตักกว้างลากเส้นทะแยงแต่พระชานุรับกับพระอังสกุฏและพระเศียรส่วนกลมแต่ละด้าน ทั้งซ้ายขวา ทรงพระวรกายอยู่ที่นั่งทับ (ก้น) ทำให้เห็นตรงข้อพระบาทอ่อนลงน้อย ๆ และดูพระชานุ (เข่า) ตลอดถึงพระชงฆ์สูงขึ้นนิด ๆ เป็นเส้นโค้ง  เบื้องพระพาหาขวาไม่มีอะไรปกปิดแต่เส้นเอนและกล้ามเนื้อไม่ปรากฏอย่างคนสามัญ  ส่วนพระอังสาและพระพาหาซ้ายมีจีวรบางแนบสนิทพระวรกายปกคลุมลงมาเบื้องพระองค์  มีรอยปลายจีวรปิดเลยพระชานุตามพระวินัยเป็นพระอาการทรงครองผ้าแนบเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คือลดไหล่เบื้องขวา  ทอดพระหัตถ์ซ้ายหงายโชว์ฝ่าพระหัตถ์และพระองคุลีเรียวงามอ่อนช้อย  และทิ้งพระพาหาซ้ายได้ส่วนสัดไม่เก้งก้าง  เบื้องพระวรกายส่วนล่างทรงสบงปกคลุมแต่บั้นพระองค์มีรอยผ้าปรากฏและปิดพระวรกายส่วนนี้จนถึงข้อพระบาทอย่างเรียบร้อยแนบสนิท  ผ้าทาบสังฆาฏิก็แสดงส่วนซ้อนทับเป็นชั้นพาดแต่พระอังสาซ้าย ทาบลงมาข้างหน้าเป็นผืนแผ่นเล็กเรียบเสมอกันถึงระดับพระนาภี และช้อยไปทางซ้ายพระองค์น้อยๆ พอสังเกตเห็นตรงชายผ้าทาบสังฆาฏิเป็นสองแฉกมีลวดลายคล้ายฟันปลาหรือเขี้ยวตะขาบ ส่วนด้านพระปฤษฎางค์แถบผ้าสังฆาฏิได้ลาดยาวลงมาเกือบถึงทับเกษตร อนึ่ง ฐานรองพระพุทธรูปสุโขทัยปางประทับนั่งมารวิชัยหรือสมาธิ  เป็นฐานเรียบ ๆ  ไม่มีเครื่องตบแต่งเรียกกันว่า  ฐานเขียง ส่วนกลางเว้าลงเล็กน้อยและผายออกทั้งสองข้างเสมอกันจนถึงปลายฐานและเป็นฐานเตี้ยมาก  สำหรับรองนี้ที่มีกลีบดอกบัวหงายและคว่ำสลับกันเป็นลักษณะงามยิ่งไม่มีสมัยใดทำได้เหมือน ก็มีอยู่เหมือนกันแต่เป็นส่วนน้อยมากในหนังสือนี้ จะได้นำมติความคิดเห็นในเรื่องลักษณะพระพุทธรูปสุโขทัยของท่านผู้เชียวชาญและทานผู้สนใจมาพิมพ์ไว้เพื่อประกอบความรู้ในการพิจารณาพระพุทธรูปสมัย ในอันดับต่อไป (พระเกตุมาลาองค์นี้หาย  ทำใหม่โดยฝีมือ  น.ต.  จุมพล  อุทาสิน  ร.น.)

ขอเสริมข้อสังเกตในเรื่องแบบพระสุโขทัยที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ ธรรมดาและดาด ๆ ไว้ตามนัยของศิลปิน ณ  ที่นี้ คือ  พระสุโขทัยผีมือครู  ต้องงดงามเป็นเลิศส่วนของพระองค์ก็เหมาะเจาะ  ไม่ขัดนัยน์ตายิ่งพิศซึ่งดึงดูดให้ต้องซมแล้วซมเล่าข้อนี้อยู่ที่เส้นนอกเส้นในของพระพุทธรูปนั้น อ่อนสลวยประสานกลมกลืนกันสนิทและได้ฉากกันดี พระพุทธลักษณะทุกส่วนมีความไหวละมุนละไมไม่กระด้าง  แม้เส้นลวดลายผ้าทายผ้าทรงก็นวยนาดอ่อนโคงดงาม และสร้างความมีชีวิตจิตใจให้ปรากฏในองค์พระพุทธรูปนั้นเป็นสำคัญยิ่ง  ส่วนผีมือขั้นธรรมดานั้นเป็นผีมือลูกศิษย์  เพลาลงมามือไม่ถึงครู  ได้เพียงถ่ายทอดเป็นลักษณะเลียนแบบส่วนสัดองค์พระจึงทีสะดุดนัยน์ตาอยู่บ้าง  พระพุทธลักษณะก็ดี  เส้นสายลายผ้าทรงและผ้าทายก็ดี  มักแข็งกระด้างมาอ่อนไหว  ถึงเส้นวงนอกวงในในองค์พะก็ไม่เคลื่อนไหวละมันละไมประสมประสานกลมกลืนกันสนิท  มักขัด ๆ กันและทื่อๆแข็ง ๆ  แม้จะงามก็ไม่ถึงงามเลิศ  และเป็นของย่อมเยาว์  ในเรื่องชีวิตจิตใจ จะมีก็มีพื้น ๆ  ไม่ถึงขนาดดูดดื่มเร่งเร้าจิตใจ  อีกชนิดหนึ่งคือฝีมือดาด ๆ เป็นพวกมุ่งอาชีพด้วยการผลิตเพื่อจำนวนได้เอาคุณสมบัติ คือ ศีลเป็นที่ตั้ง เรียกในปัจจุบันนี้ว่า “พระตลาด” ในยุคนี้เห็นจะได้แก่พระพุทธรูปที่แต่งพระพักตร์เสียสวยอย่างหน้าผู้หญิงสวยๆ ฉะนั้น   เรียกกันว่าพระหน้านาง  เรืองการพินิจพิจารณาเชิงศิลปะนี้  ต้องอาศัยการสอบสวนทางตำราและของจริงประกอบ แต่พระสุโขทัยนั้นแม้จะไม่งามเลิศก็อยู่ในเกณฑ์งามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปสุโขทัยว่าเป็นยอดผีมือทั้งนั้น  แม้ท่านอาจารย์ศิลป์  พีระศรี ก็กล่าวสดุดีช่างสมัยสุโขทัยในเรื่องประติมากรรมไว้ดังต่อไปนี้

“ประติมากรรมสุโขทัย สวรรคโลกและพิษณุโลก จะเว้นเสียไม่ได้มี่จะเอาไปเปรียบเทียบกับปฏิมากรรมสมัยคลาสสิคจองกรีก  การเปรียบเทียบกันนี้  ถ้าว่าตามความคิดเห็นของผู้อานมากท่านดูจะเป็นการผืนอยู่  แต่ก็ปรากฏอยู่ว่าศิลปะทั้งสองนี้อาศัยหลักอุดมคติอย่างเดียวกัน  คืออาการสำแดงรูปสมมติซึ่งมีลักษณะประสานกันมีรูปประณีตสมบูรณ์และมีอาการสำแดงเป็นทิพย์ลักษณะ เพื่อให้ผู้มองเห็นยังเกิดเลื่อมใสศรัทธาและยังเกิดปีติซาบซึ้งในพระศาสนา จะมีกล้ามพระมังสะที่เห็นเป็นอย่างคนสามัญก็หาไม่  รายละเอียดที่ไม่จำเป็นหรือท่าทางเป็นอย่างละครก็ไม่มี  มีก็ซึ่งเกิดจากความประสานกันของลายเส้นใหญ่และปริมาตรเท่านั้น เหล่านี้คือลักษณะอันแท้จริงของศิลปะสมัยคลาสสิคไม่ว่าประเทศใด”