หลวงพ่อแสน

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์นวโลหะ  เรียกกันว่า  “หลวงพ่อแสน”  เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย  หน้าตักประมาณ ๒ ศอกเศษ  หรือประมาณ ๒๕ นิ้วครึ่งเป็นโลหะเนื้อสัมฤทธิ์สีทองต่างกันเป็น ๔ ชนิดดังนี้  เบื้องพระศอตอนบทจนถึงพระเศียรและพระพักตร์สีทองเป็นนวโลหะสัมฤทธิ์แก่  เบื้องพระศอตอนล่างลงมาจนถึงพระองค์ และฐานรองสีทองสัมฤทธิ์เนื้ออ่อนกว่าตอนพระเศียรและพระพักตร์  เนื้อทองจีวรเป็นอีกสีหนึ่งเข้มกว่าเนื้อทองส่วนพระองค์  แต่ไม่เข้มกว่าตอนพระพักตร์และพระเศียร  แต่เป็นสังฆาฏิชนิดยาวทาบลงมาถึงพระนาภีแบบลังกาวงศ์  พระเกตุมาลาหรือพระรัศมีเป็นเปลวยาวขึ้นแบบลังกาวงศ์ รอบฝังแก้วผลึก ๑๕ เม็ด  นิ้วพระหัตถ์ไม่เสมอกันแบบพระเชียงแสน  และสุโขทัยยุคแรก  พระเศียรโตเขื่องกว่าส่วนขององค์พระจนสังเกตเห็นชัด  พระเนตรฝังแก้วผลึกไม่ส่วนสีขาวและฝังนิลในส่วนสีดำ ฐานรองเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถเบื้องหน้าองค์พระประธานออกมา จัดเป็นพระพุทธรูปสำคัญและงามเป็นพิเศษแตกต่างจากบรรดาพระพุทธรูปอื่น ๆ   มีลักษณะเป็นชนิดหนึ่งหาเหมือนพระพุทธรูปในที่อื่นไม่  เป็นของเก่าโบราณ หลวงพ่อแสนองค์นี้แหละเป็นพระที่ขึ้นชื่อลือชา  เป็นที่นับถือของชาวบ้านชาววัดถิ่นนี้ทั่วกัน  และถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก  อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานาประการ  และเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก  จนมีนิยายเล่ากันปรัมปราสืบ ๆ มาว่า  หลวงพ่อแสนองค์นี้นะลอยน้ำมา  มีคนอัญเชิญขึ้นหลายแห่งถึงกับใช้แรงคนดึงลากขึ้นเป็นจำนวนแสนคนก็ไม่เสด็จขึ้น  เมื่อลอยมาถึงวัดหงส์ ฯ นี้แล้ว  เพียงอาราธนาอัญเชิญก็เสด็จขึ้นด้วยกำลัง ๔ – ๕ คนเท่านั้น  ดังนั้นหลวงพ่อองค์นี้จึงมีนามว่า  “หลวงพ่อแสน”  คือคนเป็นแสนแสนดึงไม่ขึ้นนั่งเอง ก็อัศจรรย์อยู่ถึงกับมีเรื่องอัศจรรย์ปรัมปราเป็นนิยายประจำพระพุทธรูปองค์นี้  ทั้งนี้เห็นจะเนื่องด้วยหลวงพ่อแสนองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธานุภาพเป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนั้นเอง  ตามตำนานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดไว้ในประเภทพระพุทธรูปสำคัญ  ทรงพระนิพนธ์ประวัติไว้ในตำนานของพระองค์ท่านดังนี้  “พระแสน (เมืองเชียงแตง) พระพุทธรูปองค์นี้  เชิญมาแต่เมืองเชียงแตงเมื่อปีมะเมีย  พ.ศ. ๒๔๐๑  ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม”  คิดเป็นเวลาขวบปีได้  ๑๐๐ ปีแล้วจนบัดนี้

อนึ่ง หลักฐานการอัญเชิญมาก็เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระบาท
สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่เป็นมูลเหตุ  ดังพระบรมราชาธิบายของรัชกาลที่ ๔  ในหนังสือชุมนุมพระบรมราชธิบายในพระองค์  เพื่อให้ผู้อ่านทราบเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อแสน  ซึ่งมีพระราชดำรัสเป็นลักษณะทรงโต้ตอบกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ใจความว่า  “ถ้าฉันพอใจจะให้มีพระพุทธรูปสำคัญมีชื่อที่คนนับถืออยู่ที่วัดหงส์ฯ  เป็นของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ให้เป็นพระเกียรติยศแล้ว  พระชื่อพระแสนอยู่เมืองเชียงแตงอีกองค์หนึ่งงามหนักหนา  ถ้าฉันจะมีตราไปเชิญมาท่านจะให้พระยาราชโยธาที่ครั้งนั้นเป็นพระยาสุเรนทร์  ใช้คนให้นำไปชี้องค์พระให้  ฉันเห็นว่าท่านประสงค์ดังนั้น  ไม่มีเหตุที่ควรจะขัด  ฉันก็ไม่ได้ขัด ฉันก็ได้ให้มหาดไทยมีตราไปเชิญพระนั้นลงมา  พระยาสุเรนทร์ใช้พระลาวรูปหนึ่งเป็นผู้รับอาสานำไป  ฉันก็ได้ให้ผ้าไตรไปถวายพระสงฆ์ลาวรูปนั้นไตรหนึ่ง  แล้วก็ให้นำท้องตราไป  ได้เชิญพระแสนลงมาถึงกรุงเก่าแล้ว  ฉันก็ได้บอกถวายวังหน้า  ให้ท่านจัดการไปแห่รับมาไว้ที่วัดหงส์ทีเดียว แลฐานที่จะตั้งพระนั้น ฉันให้ท่านทำเป็นการช่างในพระบวรราชวัง  ฉันจะเป็นแต่รับปิดทอง  ฐานพระนั้นก็ยังทำค้างอยู่  บัดนี้ก็ยังไม่ได้ปิดทอง  ว่ามาทั้งนี้เป็นการเล่าถึงเหตุที่เป็นแลถ้อยคำที่ได้พูดกันแล้วแต่ก่อนนี้ไป  ให้ท่านทั้งปวงทราบ”  ดังนี้  และที่มาอีกแห่งหนึ่งคือ  พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อปีมะเมีย  พ.ศ. ๒๔๐๑  ลงวันที่  ๒๐  มิถุนายน  ค.ศ.  ๑๘๕๘  ข้อความว่าดังนี้

“ ฉันขึ้นไปกรุงเก่า  ได้นมัสการพระแสนเมืองเชียงแตงแล้ว  รูปพรรณเป็นของเก่าโบราณหนักหนา  แต่เห็นชัดว่าอย่างเดียวกับพระแสนเมืองมหาชัยแน่แล้ว  ของคนโบราณจะนับถือว่า พระแสนองค์นี้  องค์ใดองค์หนึ่งจะเป็นของเทวดาสร้างหรือว่าเหมือนพระพุทธเจ้าแท้  แล้วจึงถ่ายอย่างกันข้างหนึ่งเป็นแน่แล้ว  แต่เมื่อดูสีทองแลชั้นเชิงละเอียดไป   ดูทีเห็นว่าพระแสนเมืองเชียงแตงจะเก่ากว่า   สีทองที่พระเศียรและพระพักตร์เป็นสีนาคเนาวโลหะเช่นกับพระอุมาภควดีเก่าในเทวสถาน ตมูกฤาพระนาสิกก็ดูบวมมากเหมือนกันที่เดียว  ที่พระองค์  พระหัตถ์  พระบาทนั้น  สีทองเป็นอย่างหนึ่ง  ติดจะเจือทองเหลืองมากไป  ที่ผ้าพาดนั้นเป็นแผ่นเงินฝังทาบทับลง  แต่ดูแน่นหนาอยู่

พระแสนองค์นี้ฉันถวายแล้ว  โปรดทรงดำริดูเถิด  จะให้ไปเชิญลงมาเมื่อไรอย่างไร  ก็ตามแต่จะโปรด

ยังมีพระที่มีชื่อ เอามาจากเวียงจันทร์อีกสององค์  พระอินทร์แปลง  หน้าตัก ๒ ศอกเศษ  พระอรุณหน้าตักเศษ  พระสององค์นี้ องค์ที่ออกชื่อก่อน  ฉันจะรับประทานไปไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม (จ. พระนคร)  วัดตะเคียนที่ให้ไปสร้างขึ้นไว้ใหม่

พระอรุณนั้นฉันคิดว่าจะเชิญลงมาไว้ในพระวิหารวัดอรุณ (จ.ธนบุรี) เพราะชื่อวัดกับชื่อพระต้องกัน  สมควร แต่จะให้จัดแจงที่ฐานเสียให้เสร็จก่อน  แล้วจึงจะเชิญลงมาต่อน่าน้ำ

ยังพระไม่มีชื่ออีกหลายองค์  องค์หนึ่งหน้าตัก ๒ ศอกหย่อน  แต่รูปพรรณนั้นเห็นชัดว่า  ทำเอาอย่างพระแสนเมืองมหาชัย ไม่สู้ผิดนัก ทั้งลาดเลาพระพักตร์และส่วนพระหัตถ์พระบาททุกอย่าง พระองค์นี้  ฉันคิดว่าจะไปไว้ที่พระวิหารหลวงพระพุทธบาท  พระขัดสมาธิเพชรใหญ่องค์หนึ่ง  ฐานมีรูปสัตว์ต่าง ๆ  ฉันคิดว่าจะเชิญมาไว้ในพระอุโบสถวัดเขมาภิรตาราม (จ.นนทบุรี)  มีอีกองค์หนึ่งหน้าตักศอกเศษ  คล้ายพระแสนแต่ไม่สู้ชัดนักนั้น  ฉันคิดว่าจะเชิญไปไว้ในพระอุโบสถวัดชัยพฤกษมาลา

พระแสนเมืองเชียงแตงนั้นตามแต่จะโปรดเถิด  ถ้าจะเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดหงส์ ฯ ก็ดีอยู่ จะได้เป็นคู่กับพระอรุณที่วัดอรุณ  เหมือนดัง ๒  องค์ที่จะเชิญลงไปไว้ที่วัดชัยพฤกษมาลาและวัดเขมาภิรตารามนั้นเป็นพระเกียรติยศ แลส่วนพระราชกุศลถวายทูลกระหม่อมและสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

แต่ถ้าจะโปรดเอาพระแสนเมืองเชียงแตงไว้ในวังแล้ว  ฉันจะถวายอีกองค์หนึ่งหน้าตักศอกเศษ  เป็นทองสองสี เพื่อจะได้ไปที่วัดหงส์ ฯ แทน  ตามแต่จะโปรด

เรือสติมเมอร์  “มีตีออร์”  ขึ้นไปก็ไม่ถึงกรุงเก่า  ไปค้างติดตื้นอยู่ที่ปากคลองตะเคียน  ต่อเวลา  ๘ ทุ่ม  ( ๒ A.M.) น้ำขึ้นมากจึงจะกลับมาได้  ต้องหยั่งน้ำหาร่องมา  พึ่งมาเมื่อ ๙ โอคล๊อค “๒๐ – A.M.” ตามพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ยังทรงแสดงให้เห็นความพิเศษของหลวงพ่อแสนนี้ว่า น่าจะเป็นเทวดาสร้าง คนโบราณนับถือกันและเก่าแก่ยิ่งกว่าหลวงพ่อแสนอีกองค์หนึ่งที่ในพระวิหารวัดปทุมวนารามในพระวิหาร จังหวัดพระนคร  ทั้งยังเป็นพระหัวหน้าชุดด้วยกันที่เดินทางมาจากที่เดียวกัน  คือแคว้นลานช้าง  นับว่าหลวงพ่อแสนวัดหงส์ ฯ นี้เป็นพี่เอื้อยในบรรดาหลวงพ่อแสนเมืองมหาชัย วัดปทุมวนาราม (วัดสระประทุม) หลวงพ่ออินทร์แปลงในวิหารวัดเสนาสนาราม  จังหวัดอยุธยา  หลวงพ่ออรุณในวิหารวัดอรุณราชวราราม ธนบุรี  หลวงพ่อองค์อื่น ๆ ในวิหารหลวงพระพุทธบาท  ในพระอุโบสถวัดเขมาภิรตารามและในพระอุโบสถวัดชัยพฤกษ์มาลาด้วยกัน  ก็น่าอัศจรรย์หลวงพ่อแสนวัดหงส์ ฯ องค์พี่ใหญ่นี้  อีกแห่งหนึ่งได้กล่าวถึงการมาของหลวงพ่อแสนไว้  คือหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐ ว่าดังนี้

“ พระแสนนั้นก็อยู่ที่เมืองเชียงแตงมาจนถึงแผ่นดินปัจจุบันนี้ (รัชกาลที่ ๔)  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสืบทราบต้องพระราชประสงค์  เสด็จลงมากราบทูลขอให้มีท้องตราให้ข้าหลวงขึ้นไปเชิญอาราธนาลงมา  เมื่อปีมะแมนักษัตรเอกศกศักราช ๑๒๒๑  ตรงกับปีมีคฤสตศักราช  ๑๘๕๙ ครั้นเชิญเสด็จพระแสนลงมาถึงแล้วก็พระราชทานไปในพระบวรวังตามพระราชประสงค์  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีรับสั่งให้อัญเชิญไปสร้างแท่นประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม ริมคลองบางกอกใหญ่อยู่จนทุกวันนี้  พระแสนนั้น  รูปพรรณเป็นฝีมือช่างลาวโบราณประหลาด “  ดังนี้  คิดเป็นระยะปีมาอยู่วัดหงส์ ฯ ของหลวงพ่อแสนตามประชุมพงศาสดารนี้ได้  ๙๙ ปี ตก พ.ศ. ราว  ๒๔๐๒  หลังพระราชหัตถเลขาที่กล่าวมาแล้ว ๑ ปี  แต่เรื่องตามนัยหลังนี้ได้เขียนไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖  ห่างระยะเวลาอัญเชิญพระมา ๔ ปี  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลนี้  เมื่อวันพุธ  เดือน ๖  ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกา  จุลศักราช  ๑๒๒๓

ในอันดับนี้จะได้เล่าประวัติความบังเกิดขึ้นของหลวงพ่อแสน  วัดหงส์ ฯ  นี้ซึ่งได้จากตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ รวม ๓ ฉบับ คือ  ฉบับพระยามหาอำมาตยาธิบดี  ฉบับหม่อมราชวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม) และฉบับเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ กับราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์  ว่าไว้เป็นเรื่องละม้ายคล้ายกันดังนี้  คือภิกษุรูปหนึ่ง  ผู้มีบุญแต่ปางก่อนอุปถัมภ์  ท่านฉลาดไหวพริบดีและแตกฉานในพระไตรปิฎก  เป็นคนเมืองพาน  เป็นสานุศิษย์พระครูลึมบองและพระครูยอดแก้ว  ได้รับยกย่องเป็นราชาจั่วและได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุ  มีพระสงฆ์นั่งหัตถบาสถึง ๕๐๐ รูป  ในพระอุโบสถน้ำ  โดยพระเจ้าเมืองเวียงจันทร์ถวายอุปการะ ท่านมีผู้คนนับถือและเกียรติชื่อเสียงเลืองลือไปทั่วแต่เมื่อยังเป็นสามเณร และทรงไว้ซึ่งอภินิหารมหัศจรรย์มาก  ต่อมาท่านได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นพระครู  และจำพรรษาอยู่ ณ วัดโพนเสม็ด  คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อท่านว่า  “พระครูโพนเสม็ด”  ท่านผู้นี้ยังได้ปฏิบัติกรรมฐานบรรลุอภิญญาสมาบัติ  มีฤทธิ์อำนาจเป็นพิเศษอีกด้วย จึงเป็นที่ทั้งเกรงทั้งเคารพนับถือและบูชาสักการะของคนทั่วไปในถิ่นนั้น  ครั้นต่อมาเจ้านครเวียงจันทน์พิราลัย  พระยาเมืองแสนชิงราชสมบัติได้เป็นเจ้าเมืองแต่ประพฤติมิชอบและคิดกำจัดท่าน  ท่านพร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ชาวบ้านและมเหสีโอรสเจ้าเวียงจันทร์เดิม  จึงทิ้งถิ่นเดิมอพยพย้ายกันเป็นหมู่ใหญ่จำนวนนับพันมาอยู่ยังตำบลจะโรยจังวา  คือตำบลบ้านแหลม  ซึ่งต่อมาตำบลนี้เป็นนครพนมเปญ  ท่านประสบศุภนิมิตคือได้พระบรมธาตุจากยายเป็น  เป็นผู้ถวาย  จึงสร้างเจดีย์เป็นพนมขึ้นแล้วบรรจุพระบรมธาตุนั้นไว้ ณ ที่เจดีย์พนมนี้  แล้วท่านจึงหล่อพระพุทธปฏิมากรองค์หนึ่ง  ได้แต่เพียงพระเศียรลงมาถึงพระกรขวา ยังไม่เสร็จทั้งองค์ ก็มาเกิดเรื่องพระเจ้ากรุงกัมพูชาจะเก็บส่วยเป็นเงินครัวละ ๘ บาท ท่านจึงพาญาติโยมเคลื่อนที่ขึ้นไปตามลำน้ำโขงโดยลำดับแล้วมาอธิษฐานขอที่อยู่อาศัย  ด้วยอำนาจกุศลธรรมของท่าน  ก็เกิดเกาะเป็นหาดขึ้นเรียกกันว่า  “หาดท่านพระครู”  มาจนทุกวันนี้  ท่านและญาติโยมก็อยู่พำนักอยู่ ณ ที่นี้  และสร้างพระพุทธปฏิมากรต่อพระอังสาพระกรเบื้องซ้ายตลอดพระแท่นรองสำเร็จแล้วให้ศิษย์ไปนำส่วนพระเศียรและพระกรเบื้องขวามาต่อสวมเข้าเป็นองค์บริบูรณ์ ตรงนั้นเรียกเกาะหาดทรายมาจนบัดนี้  และท่านขนานนามพระปฏิมากรองค์นี้ว่า  “พระแสน”  และสร้างวิหารถวายประดิษฐาน ณ ที่นี้ อนึ่งพระครูโพนเสม็ดรูปนี้เป็นผู้ให้กำเนิดเมืองเชียงแตงและนครจำปาศักดิ์  พร้อมทั้งเจ้าท้าวพระยาอีกด้วย  และท่านยังได้สร้างพระพุทธปฏิมากรองค์อื่น ๆ  อีกภายหลังพระแสนองค์นี้  เมื่อพิจารณาตามประวัตินี้  หลวงพ่อแสนได้กำเนิดจากการกระทำของท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์  คือพระครูโพนเสม็ด  ในเนื้อที่ ๒ แห่ง  คือที่บ้านแหลมอันต่อมากลายเป็นราชธานีนครพนมเปญ  และเกาะหาดเกาะทราย  ซึ่งต่อมาในบริเวณที่แถบนี้กลายเป็นนครจำปาศักดิ์  และศิษย์ท่านผู้เป็นเชื้อสายเจ้านครเวียงจันทร์เดิม  พระนามว่า  “เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร”  โดยท่านเป็นผู้สถาปนาขึ้น  และโอรสเจ้าสร้อยศรีสมุทรองค์สุดท้อง ทรงพระนามว่า  “พระไชยเชษฐ์”  ครองเมืองเชียงแตง  คือบ้านหางโค  ปากน้ำเซกอง  ฝั่งโขงตะวันออก  บัดนี้ นับว่าหลวงพ่อแสนเป็นพระฤกษ์อันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์  และเป็นต้นสกุลองค์หนึ่งของพระแคว้นลานช้าง

เรื่องนามของหลวงพ่อแสน  ตามนัยแห่งตำนานนี้ว่า  พระครูโพนเสม็ดกับครอบครัวได้อพยพมาจากเมืองเขมรมาตั้งอยู่ที่ตำบลเชียงแตงจึงได้เรี่ยไรพวกครอบครัวที่อพยพมานั้น ประมวญทองแดงทองเหลืองเป็นอันมากหนักได้  ๑๖๐ ชั่งเศษ  แล้วหล่อขึ้นเป็นพระพุทธรูปพระองค์หนึ่งเนื้อหนาดี  ขัดสีเกลี้ยงเกลางาม  พระครูโพนเสม็ดถวายพระนามว่า  “พระแสน”  เพราะคิดน้ำหนักได้กว่าแสนเฟื้อง  และตั้งไว้ในวัดซึ่งเป็นที่อยู่ของพระครูโพนเสม็ด ณ เมืองเชียงแตง  ดังนั้น  “แสน”  หมายเอาคำว่า  “กว่าแสนเฟื้อง  ประการหนึ่ง  และ “แสน”  หมายเอาทองแดงทองเหลืองมากมาย  หนักตั้ง ๑๖๐ ชั่งเศษ  เพราะ “แสน”  คำนี้พจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “มากยิ่ง” ประการหนึ่งแต่ “แสน”  คำนี้จะหมายเอาถิ่นที่เกิดของพระและช่างผู้หล่อเป็นชาวถิ่นนั้น คือ แคว้นลานช้าง  เลยขนานนามตามนัยนี้ว่า  พระแสนลานช้าง  แต่ตัดคำหลังเพื่อกระทัดรัดเข้าเพียงเรียกว่า  “พระแสน”  ดังนี้ประการหนึ่งก็เป็นได้  แม้ในหนังสือโบราณคดีกล่าวไว้ว่า “อาศัยเหตุที่เชียงแสนได้เคยเป็นชื่อราชธานี  มานมนานตั้งแต่สมัยเมื่อชนชาติไทยได้เข้ามาปกครองมณฑลลานช้างราว  พ.ศ. ๑๖๐๐  นักปราชญาทางโบราณคดีจึงสมมติ  ชื่อโบราณวัตถุสถานอันเป็นฝีมือช่างไทยได้ทำไว้แต่ครั้งนั้น และต่อมาในอาณาจักรลานนาและลานช้างว่า  “สมัยเชียงแสน”  และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรามพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงให้เหตุผลไว้ในหนังสือพุทธเจดีย์ว่า  “พุทธเจดีย์แบบเชียงแสนเป็นต้นแบบต่อไปถึงประเทศลานช้าง  คือ เมืองหลวงพระบาง  เวียงจันทร์  ลงมาจนเมืองจำปาศักดิ์”  ดังนี้  นัยนี้คำว่า  “พระแสน”  ก็หมายเอา  “พระสมัยฝีมือเชียงแสน” นั่นเอง  แต่เรียกสั้นก็ว่า “พระแสน”  ฉะนั้น  หลวงพ่อแสนองค์นี้  นับเข้าเป็นพระงามยิ่งองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธรูปลานช้างที่งามด้วยกัน คือพระแสนวัดหงส์ ๆ นี้องค์หนึ่งและพระแสนกับพระเสริม วัดประทุมวนาราม  อีก ๒ องค์ด้วยกัน

ขอสอดแทรกเรื่องชื่อพระครูโพนเสม็ด  ในเชิงภาษาไว้ ณ ที่นี้อีกนัยหนึ่ง  นอกจากที่กล่าวไว้ในเรื่อง ว่าอาศัยสถานที่อยู่ของท่านเป็นเหตุ  ท่านจึงชื่อว่า  “โพนเสม็ด”  แต่คำนี้อาจจะเป็นภาษาเขมรก็ได้  คือ โพน = โพล ได้ในความหมายไทยว่า  “กล่าวหรือพูดแล้ว” และ “เสม็ด”  ได้ในความหมายไทยว่า  “สำเร็จ – สมปรารถนา  บรรลุผล – เจริญร่ำรวย  สุข – สมหวัง”  ซึ่งคำนี้เขมรอาจดัดแปลงมาจากคำบาลีสันสกฤต  คือ สิทฺธ  สมิทฺธ  แผลงเป็นเสมทฺธและเสม็ด  รวมสองคำว่าผู้กล่าวสำเร็จ  ศักดิ์สิทธิ์  คือปากพระร่วงนั่นเอง  ทางอักษรศาสตร์เขมรเขาแผลงสระอิเป็น  เอ  ได้ในเมื่อพยัญชนะตัวต้นเป็นอโฆสะและเขายกเอาตัว  “ส”  และ “ณ”  เป็นอโฆสะพิเศษ  ส่วนทางภาษานั้น  คำวิเศษณ์และกริยาวิเศษณ์  ของเขาก็อยู่หลังนามและกริยาอย่างของไทยเหมือนกัน  อีกคำหนึ่งในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ  คือ  เนาวโลหะความหมายก็คือ  โลหะเก้าอย่าง  ตามตำราประสมทองสร้างพระ  กำหนดไว้ดังนี้  ได้แก่  ทองคำ  เงิน  ทองแดง  ดีบุกด  สังกะสี  เหล็กละลายตัว  ชินปรอท  และเจ้าน้ำเงินบ้างหรือเจ้าบริสุทธิ์บ้าง  หรือมาดต่าง ๆ บ้าง  ท่านว่าทองนวโลหะหรือเนาวโลหะนี้  เพียงผสมดังนี้ก็มีแรงศักดิ์สิทธิ์และขลังแล้ว  ดังนั้น  อาจารย์ผู้สร้างพระเครื่องชนิดโลหะจึงผสมทองให้เป็นนวโลหะ  เช่น  พระกริ่งต่าง ๆ เนื้อนวโลหะนั้นจะสวยงามและเป็นสัมฤทธิ์น่าชม โปรดชมพระพักตร์หลวงพ่อแสนเป็นตัวอย่าง  เป็นเนื้อนวโลหะแท้และเยี่ยม

(หนังสือ  สมโภชหลวงพ่อทองวัดหงส์รัตนาราม)